[นิทานสอนใจ] : เรื่องของคนใจร้อน

ในอดีตกาล มีชายใจร้อนคนหนึ่งไปที่ตลาด เพราะเขาก้าวเข้าไปในร้านอาหาร ยังไม่ทันสั่งว่าจะกินอะไร เขาก็ตะโกนว่า “ทำไมยังไม่เอาบะหมี่มาอีก!” พอเขานั่งลง เจ้าของร้านอาหารที่เป็นคนใจร้อนเหมือนกันก็เอาบะหมี่ปรุงเสร็จใหม่ๆ ที่กำลังร้อนๆ ชามหนึ่งมาเทลงในถังขยะข้างโต๊ะที่เขานั่ง แล้วดึงชามออกไป พร้อมกับพูดว่า “ทำไมกินเหลือเยอะขนาดนี้ ข้าจะเอาชามไปล้างแล้ว” ชายผู้นั้นไม่พอใจมาก กลับไปถึงบ้านก็เล่าให้เมียของเขาฟัง พร้อมกับพูดว่า “มันทำให้ข้าโมโหจนจะตาย……” เขาพูดยังไม่ทันขาดคำ เมียของเขาก็เก็บเสื้อผ้า และบอกกับเขาว่า “เมื่อแกตายฉันจะไปแต่งงานใหม่” แล้วภรรยาของเขาก็ออกจากบ้านไปแต่งงานใหม่ เวลาผ่านไปเพียงหนึ่งคืนเท่านั้น รุ่งเช้าสามีใหม่ของนางก็ขอหย่า หล่อนแปลกใจมาก ถามเขาว่า ทำไมถึงอยากจะหย่า สามีใหม่ก็พูดด้วยความไม่พอใจว่า “เพราะจนป่านนี้แล้ว แกก็ยังไม่มีลูกชายมาให้ข้าสักคนเดียว!!” อ่านจบแล้วรู้สึกอย่างไรบ้างครับ จริงๆ แล้วความใจร้อนนั้นมันก็เป็นเรื่องของแต่ละบุคคลไป แต่ถ้าใจร้อนจนถึงกับขัดกับธรรมชาติที่ควรจะเป็น มันก็จะเกิดผลเสียมากมาย เพราะในทางธรรมชาติแล้วทุกสิ่งทุกอย่างล้วนแต่มีครรลอง และมีความเป็นไปตามกฎเกณฑ์ของธรรมชาติที่วางไว้ ดังนั้นการที่เราทำอะไรด้วยความใจร้อน...

[นิทานสอนใจ] : คนขายนม

มีชายชราคนหนึ่งมีอาชีพขายนม เขานั่งเกวียนเร่ขายของเหลวเลิศรสนี้ไปทั่วหมู่บ้าน ม้าแก่ๆ อิดโรยตัวหนึ่งทำหน้าที่ลากเกวียน คนขายนมเป็นคนงกมาก ใฝ่สูง อยากรวยและมีเงินเยอะๆ แต่โง่เขลาอย่างมาก บ่ายวันหนึ่ง ขณะที่กำลังให้อาหารม้า เขาก็เริ่มคิดว่า เขาจะประหยัดเงินได้มากเพียงใด ถ้าในแต่ละเดือน ม้าของเขาไม่ต้องกินอาหารสัตว์มากมายเช่นนี้ เขาจำได้ว่า ครั้งหนึ่งหมอประจำหมู่บ้านเคยแนะนำเพื่อนบ้านของเขาให้เลิกบุหรี่ เมื่อคนไข้บ่นว่า เลิกสิ่งที่ติดเป็นนิสัยไม่ได้แน่ๆ หมอก็แนะวิธีที่เรียกกว่า ปลดพันธนาการ คือต้องบังคับให้ตัวเองสูบบุหรี่ให้น้อยลงวันละมวน จนหายอยากไปเอง ความอดทนและสม่ำเสมอจะช่วยให้สำเร็จ และอยู่ได้แม้ไม่สูบบุหรี่ ภายหลังที่เลิกบุหรี่ได้แล้ว คนขายนมเชื่อว่า ถ้านำความรู้ที่หมอได้ให้คำแนะนำในการเลิกบุหรี่ มาประยุกต์ใช้ในกิจการของเขา และถ้าทำได้ ก็จะถือว่าเป็นสิ่งที่วิเศษมาก จึงตัดสินใจฝึกม้าทีละนิด เพื่อให้มันอยู่ได้โดยไม่ต้องกิน นับแต่วันนั้นมา...

[นิทานสอนใจ] : ถอนหญ้า

มีอยู่วันหนึ่งนักปรัชญาและลูกศิษย์ของเขาเดินมาหยุดตรงข้างพื้นที่ที่เต็มไปด้วยหญ้ายาว แล้วถามลูกศิษย์ของตนเองว่า “จะกำจัดหญ้าเหล่านี้ให้ออกไปจากพื้นที่บริเวณนี้ได้อย่างไร” ลูกศิษย์ต่างก็เสนอความคิดเห็นกันไปต่างๆ นานา บางคนก็บอกว่าจุดไฟเผาเลย บางคนก็บอกว่า ใช้เคียวถอนรากมันออกไปเลย บ้างก็บอกว่า ใช้สารเคมีมาใส่….. แต่นักปรัชญาไม่พูดอะไร กลับแบ่งพื้นที่ดังกล่าวออกเป็นสามส่วน ให้ลูกศิษย์ของเขาลงมือจัดการตามวิธีการของแต่ละคน คนที่เลือกเอาไฟเผา เขาทำการจุดไม้ขีดเพียงก้านเดียวเผาหญ้าจนเกลี้ยง แต่หลั้งจากนั้นเพียงไม่กี่วันหญ้าก็เริ่มขึ้นใหม่ แถมยังขึ้นมากกว่าเดิมอีกด้วย คนที่เลือกใช้เคียวถอนราก ใช้เวลาเกือบหนึ่งสัปดาห์กว่าจะถอนหญ้าจนหมด เหนื่อยจนหมดเรี่ยวแรง แต่ผ่านไปเพียงไม่กี่วันหญ้าก็เริ่มขึ้นมาใหม่อีกครั้ง ส่วนคนที่เลือกพ่นสารเคมีนั้น สามารถที่จะกำจัดหญ้าได้เพียงแต่ส่วนที่พ้นจากพื้นดินเท่านั้น ไม่สามารถกำจัดไปถีงรากได้ บรรดาลูกศิษย์ของเขาได้แต่เดินจากไปด้วยความผิดหวัง แต่ไม่กี่เดือนต่อมา นักปรัชญาได้นำลูกศิษย์ของเขามาที่นี่อีกครั้งหนึ่ง บรรดาลูกศิษย์ก็ได้แต่ประหลาดใจกับสิ่งที่ปรากฏอยู่ตรงหน้า พื้นที่นี้กลับกลายเป็นทุกข้าวสาลีเขียวชอุ่ม นักปรัชญายิ้มแล้วพูดว่า “หากต้องการกำจัดหญ้าให้เกลี้ยงนั้น วิธีการที่ดีที่สุดก็คือ ต้องปลูกพืชอย่างอื่นลงบนพื้นดิน” จริงๆ แล้วเราต้องการให้ที่ดินของตนเองนั้นเต็มไปด้วยหญ้ารกรุงรัง หรือว่ามีข้าวสาลีขึ้นเขียวชอุ่ม แน่นอนคนเราส่วนใหญ่ตอบว่า ต้องการให้มีข้าวสาลีขึ้นเขียวชอุ่มอยู่แล้ว นักปรัชญาก็เลยสอนต่อไปว่า...

[นิทานสอนใจ] : ทุกข์ของวันนี้ ก็มากพอแล้ว

นาฬิกาที่ศาลาวัดตีบอกเวลา ๒ ทุ่ม สีกาวัยกว่า ๕๐ ปี นั่งพับเพียบพนมมืออยู่หน้าหลวงพ่อ เธอมีสีหน้าแววตาที่เศร้าหมองทุกข์ระทมนัก แล้วก็เอ่ยขึ้นว่า “หลวงพ่อเจ้าขา อิฉันทุกข์เหลือเกินเจ้าค่ะ” “ลูกแบกทุกข์อะไรไว้นักหนาเล่า?” หลวงพ่อถาม “ก็ครอบครัวอิฉันซิเจ้าคะ อะไรๆก็ดูแย่ไปเสียหมด…” เธอหยุดชั่วครู่ คล้ายว่ามีลูกอะไรมาตันอยู่ที่ลำคอ จนพูดไม่ออก “ตั้งแต่ สามีอิฉันตายไป ก็เหมือนหมดสิ้นทุกๆอย่าง ธุรกิจที่เขาทำไว้ก็ถูกเพื่อนๆของเขาโกงเอาไปหมดเลย ทั้งบ้าน ทั้งรถของอิฉัน ก็โดนยึดไปหมดแล้วเจ้าค่ะ ไม่รู้เวรกรรมอะไรหนักหนาที่มาเกิดกับอิฉันนะคะหลวงพ่อ” จากนั้นเธอก็เริ่มร้องไห้ฟูมฟายยกใหญ่ หลวงพ่อนิ่งฟัง และปล่อยให้สีกาคนนั้นร้องให้ไปพักใหญ่ จึงเอ่ยขึ้นว่า… “ทุกข์ ของวันนี้ ก็มากพอแล้วนะลูก… ทำไมเจ้าต้องเอา ทุกข์ของเมื่อวานนี้ มาทุกข์วันนี้อีกเล่า...

[เรื่องสั้นสอนใจ] : พระอาวุโส กับลูกน้อย

หมู่บ้านแห่งหนึ่ง มีสาวคนหนึ่งท้อง พ่อแม่บังคับให้ลูกบอกว่า ใครเป็นพ่อของเด็ก สาวทนพ่อแม่บีบคั้นไม่ได้ จึงบอกว่า พ่อของเด็กเป็นพระอาวุโสรูปหนึ่งในวัดใกล้บ้าน เมื่อเด็กคลอดออกมา คนที่บ้านก็เอาเด็กไปหาพระอาวุโสรูปนี้ พระอาวุโสรูปบอกเพียงว่า “อ้อ เป็นอย่างนี้นี่เอง” ก็รับเด็กไว้ ตั้งแต่นี้ไป พระอาวุโสรูปก็อุ้มเด็กไปบิณฑบาตตามบ้าน คนทั้งหมู่บ้านเป็นเดือดเป็นแค้น ด่าพระอาวุโสรูปต่างๆ นาๆ หยา ๆ คายๆ ผ่านไป 1 ปี สาวทนไม่ไหว จึงสารภาพกับพ่อแม่ว่า พ่อของเด็กเป็นอีกคนหนึ่ง ไม่เกี่ยวกับพระอาวุโสรูปเลย สาวและคนในครอบครัวละอายใจมาก ไปพบพระอาวุโสรูป เห็นพระท่านโทรมมาก แต่เด็กกลับอ้วน ขาว เป็นที่น่ารักมาก...

[เรื่องสั้นสอนใจ] : ทาส กับหมาป่าของราชา

มีกษัตริย์องค์หนี่งเขาได้เลี้ยงหมาป่าไว้จำนวนสิบตัว เขาใช้หมาป่าเหล่านั้นในการทรมานและกิน ทาสรับใช้ของเขาที่ทำผิดพลาด ...หนึ่งในทาสรับใช้ ได้แสดงความเห็นที่ผิดและกษัตริย์ก็ไม่ชอบเลย ดังนั้นกษัตริย์จึงสั่งให้เอาทาสรับใช้คนนั้นโยนให้กับหมาป่ากิน ทาสรับใช้กล่าวว่า "ข้าพเจ้ารับใช้ท่านมาเป็นเวลาสิบปีแล้วและทำไมท่านถึงทำเช่นนี้กับข้าพเจ้า กรุณาใว้ชีวิตข้าพเจ้าสักสิบวันเถิด แล้วค่อยโยนข้าพเจ้าให้หมาป่าเหล่านั้น! " กษัตริย์ก็อนุญาตตามที่ขอ ในสิบวันนั้นทาสรับใช้ได้ไปพบเจ้าหน้าที่ผู้ดูแลหมาป่า และบอกเขาว่าเขาต้องการที่จะเป็นคนดูแลหมาป่าในสิบวันนี้ เจ้าหน้าที่คนนั้นรู้สึกงุนงงในสิ่งที่ทาสรับใช้ขอ แต่ก็อนุญาต และทาสรับใช้ก็เริ่มดูแลเลี้ยงดูหมาป่า เขาทำความสะอาดอาบน้ำและให้ความสะดวกสบายแก่พวกมัน เมื่อวันครบกำหนดสิบวัน กษัตริย์สั่ง ให้นำทาสรับใช้ไปโยนให้หมาป่ากินเป็น การลงโทษ เมื่อเขาถูกโยนเข้าไปในกรงของหมาป่า ทุกคนต้องประหลาดใจ ที่ได้เห็นหมาป่าตัวฉกาจไม่กัดกินทาสรับใช้ มันแค่เลียเท้าของทาสรับใช้เท่านั้น! พระราชารู้สึกงุนงงในสิ่งที่เขาได้เห็นและกล่าวถามว่า "เกิดอะไรขึ้นกับหมาป่าของฉัน?" ทาสรับใช้ตอบว่า "ข้าพเจ้าได้ดูแลให้อาหารและทำความสะอาดพวกมันเพียงระยะเวลาแค่สิบวันเท่านั้น และพวกมันก็ไม่ลืมบุญคุณของข้าพเจ้า แต่ข้าพเจ้าได้รับใช้ท่านมาสิบปีแล้วและท่านก็ลืมไปหมดสิ่น เพียงเพราะความผิดพลาดเล็กน้อยของข้าพเจ้า! กษัตริย์ได้ตระหนักถึงความผิดพลาดของเขาและสั่งให้ปล่อยให้ทาส รับใช้คนนั้นเป็นอิสรภาพ .......นี้เป็นข้อเตือนใจแก่บรรดาผู้ที่ชอบลืม สิ่งที่ดีๆที่คนคนหนึ่งได้ทำไว้สำหรับพวกเรา ทันทีที่คนคนนั้นทำผิดพลาดในบางอย่าง ก็จงอย่าเอาประวัติที่เต็มไปด้วยความดีของเขาทิ้งไป เพียงเพราะความผิดพลาดเล็กน้อยของเขา ที่เราไม่ชอบ อ้างอิงจาก : Facebook...

[นิทานสอนใจ] : ฝูงลิงกับงานรดน้ำต้นไม้

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ณ เมืองพาราณสี มีการจัดงานเฉลิมฉลองประจำปี ชาวบ้านชาวเมืองต่างพากันไปเที่ยวชมงานนี้กันอย่างสนุกสนาน โดยคนเฝ้าอุทยานในพระราชวังของพระราชา ก็อยากไปงานนี้เช่นกัน แต่ติดอยู่ที่ว่าเขามีหน้าที่รดน้ำต้นไม้ทั้งอุทยานซึ่งต้องใช้เวลานานมาก คนเฝ้าอุทยานเกรงว่าจะไม่มีเวลาเที่ยวมากนัก จึงไปหาลิงจ่าฝูง ที่พาบริวารมาหากินอยู่ในอุทยานแห่งนี้ว่า “เจ้าลิงเอ๋ย เจ้าและฝูงของเจ้าได้อาศัยดอกผลจากต้นไม้ที่ข้าคอยดูแลในอุทยานแห่งนี้ประทังชีวิตจนอิ่มหนำมานานแล้ว ตอนนี้ในเมืองมีงานรื่นเริง ข้าเองก็อยากจะไปเที่ยวงานนั้นบ้าง หากข้าจะขอฝากเจ้าและฝูงบริวารของเจ้าให้ช่วยรดน้ำต้นไม้ในอุทยานแห่งนี้แทนข้าในขณะที่ข้าไม่อยู่บ้างจะได้หรือไม่” ลิงจ่าฝูงรับคำอย่างหนักแน่นว่า “ได้สิ ข้าจะให้บริวารรดน้ำต้นไม้ในอุทยานแห่งนี้แทนท่านเอง” ทันทีที่คนเฝ้าอุทยานไปแล้ว ลิงจ่าฝูงและบริวารจึงรีบพากันรดน้ำต้นไม้ แต่ลิงจ่าฝูงเห็นว่าต้นไม้ในอุทยานแห่งนี้มีมากและน้ำก็เป็นสิ่งหายากสำหรับพวกลิง พวกมันกลัวว่าน้ำจะหมดแล้วจะไม่มีกินจึงแนะนำให้เหล่าบริวารลิงถอนต้นไม้ขึ้นมาดูก่อนว่ารากของต้นไม้แต่ละต้นนั้นยาวแค่ไหน แล้วจึงรดน้ำตามความยาวของรากแต่ละต้น แล้วเหล่าลิงก็พากันถอนต้นไม้ในอุทยานแห่งนี้เป็นการใหญ่ ขณะนั้นเองมีบัณฑิตหนุ่มผู้หนึ่งเดินผ่านมาเห็นฝูงลิงที่กำลังถอนต้นไม้กันอย่างขมีขมันก็เกิดความฉงน จึงสอบถามพวกลิงว่าเหตุใดจึงได้ทำเช่นนี้ เมื่อทราบความแล้วบัณฑิตหนุ่มก็ถอนใจขึ้นพร้อมกับรำพึงว่า “โธ่! เจ้าลิงเอ๋ย ช่างไม่มีความเฉลียวฉลาดเลยสักนิด คิดว่าสิ่งที่ตนทำคือประโยชน์ แต่ที่จริงกลับสร้างความพินาศอย่างใหญ่หลวง” สุดท้ายเมื่อเราไม่ได้คนที่เหมาะกับงาน หรือใช้คนผิด ไม่มีความรู้ในสิ่งที่มอบหมายให้ทำ...

[นิทานสอนใจ] : ขอข้าวเปล่า 1 ถ้วย

ค่ำวันหนึ่งเมื่อ 20 ปีที่แล้ว มีเด็กหนุ่มคนหนึ่งท่าทางเหมือนนักศึกษากำลังลังเลอยู่หน้าร้านแห่งหนึ่ง และเมื่อเห็นว่าลูกค้าส่วนใหญ่ทานเสร็จและเดินออกจากร้านแล้ว เขาจึงเดินเข้าร้านมาด้วยอาการประหม่า และหวาดกลัว พร้อมกับพูดเสียงสั่นกับเจ้าของร้านว่า “ขอข้าวเปล่าถ้วยหนึ่งครับ ขอบคุณครับ ” เด็กหนุ่มก้มหน้าพูด ไม่กล้าสบตาเข้าของร้าน เจ้าของร้านบุฟเฟต์เพิ่งเปิดใหม่เป็นเถ้าแก่หนุ่มสาวคู่หนึ่ง เห็นเด็กหนุ่มไม่เอากับข้าวก็รู้สึกสะท้อนใจ แต่ก็ไม่ได้ถามอะไร เขารีบตักข้าวพูนถ้วยส่งให้กับเด็กหนุ่มคนนั้น เด็กหนุ่มจ่ายเงินพร้อมกับพูดด้วยเสียงแผ่วเบาว่า “ผมขอน้ำแกงราดบนข้าวสักหน่อยได้ไหมครับ?” “ตามสบายเลยค่ะ ไม่คิดเงิน” เถ้าแก่เนี้ยพูดยิ้มๆ เขากินไปได้ครึ่งถ้วย ก็สั่งอีกถ้วยหนึ่ง “ไม่อิ่มใช่ไหม? ถ้วยนี้เดี๋ยวผมตักให้น้องมากหน่อย จะได้อิ่มไง” เถ้าแก่พูดด้วยความเอาใจใส่ “ไม่ใช่ครับ ผมเอาใส่กล่อง พรุ่งนี้จะเอาไปกินที่มหาลัยนะครับ” เมื่อเถ้าแก่ได้ยิน ก็เดาออกว่า เด็กหนุ่มคนนี้คงมาจากต่างจังหวัดซึ่งฐานะที่บ้านคงไม่สู้จะดีนัก เขาคงมาเรียนที่เมืองหลวงนี่เพียงคนเดียว และคงจะทำงานและก็เรียนไปด้วย ดูก็รู้ว่าเด็กคนนี้คงจะลำบากอยู่ไม่น้อย เขาจึงตักโร่วจ้าว...

[นิทานสอนใจ] : ไปช้า ก็ยังดีกว่าไม่ขยับไปไหน

ที่เมืองเมืองหนึ่ง มีเด็กหนุ่มผู้เรียนรู้ช้า เขาเป็นลูกชายของพ่อค้ารายหนึ่ง แม้ว่าบิดาของเขา จะส่งเขาไปเรียนวิชาความรู้สักเท่าใด แต่เขาก้ไม่อาจจะก้าวหน้าทันคนอื่นได้สักที สร้างความกลุ้มใจให้บิดาของเขายิ่งนัก จนในที่สุดพ่อของเขาจึงจ้างบัณฑิตมาสอนที่บ้านแทนที่จะส่งไปเรียนที่สำนัก เนื่องจากเห็นว่าลูกของตนหัวช้ากว่าคนอื่น เด็กหนุ่มผู้ที่เรียนรู้ช้านีมีนามว่า “อาหลง” อาหลงนั้นเมื่อเรียนหนังสือไม่รู้เรื่อง ก็พาลหมดกำลังใจไม่อยากจะเรียนรู้ศึกษาหาวิชาอีกต่อไป ดังนั้นเมื่อเรียนไม่ทันเพื่อนจึงไม่ยอมอ่านหนังสือ หรือว่าตำราเล่มใหนอีกเลย และเมื่อบิดาของเขาบอกให้มาเรียนตัวต่อตัวกับอาจารย์ที่บ้าน เขาก็ไม่ใคร่อยากจะใส่ใจเรียนเท่าใดนัก “ท่านพ่อ ท่านก็รู้ว่าข้าเรียนหนังสือไม่ได้เรื่อง ท่านอย่าหาอาจารย์มาสอนข้าเลย” อาหลงกล่าวกับบิดา “เจ้าไม่ต้องพูดมาก ข้าให้เจ้าเรียน เจ้าก็จงตั้งใจเรียนเสียเถิด” บิดาของเขากล่าว เมื่อกล่าวถึงอาจารย์ของอาหลงนั้น แม้ว่าเขาจะไม่ใช่บัณฑิตที่มีชื่อเสียงมากนัก แต่ในเรื่องปรัชญาและความเข้าใจในวิชาความรู้ต่างๆ นั้น เขาก็มีความรู้ความสามารถไม่แพ้ใครเลยทีเดียว บิดาของอาหลงจึงวางใจให้มาสอนได้ การศึกษาของอาหลงในช่วงแรกๆ นั้นไม่มีการกระเตื้อง เนื่องจากอาหลงนั้นเบื่อหน่ายการเรียนที่เขาไม่คืบหน้าไปไหนสักที...

[นิทานสอนใจ] : คน 3 คนในตัวเรา

ณ วัดบ้านไร่แห่งหนึ่ง หลวงตาเพิ่งกลับจากการบิณฑบาตเห็นลูกศิษย์วัดนั่งร้องไห้สะอึกสะอื้น จึงเข้าไปถามไถ่ว่าเป็นอะไร ลูกศิษย์ตอบกลับมาว่า “ผมถูกใส่ร้าย ผมไม่ได้ขโมยเงินในหอพระ แต่ผมเข้าไปปัดกวาดเช็ดถูบ่อย ๆ ทุกคนก็หาว่าผมเป็นขโมย ไม่มีใครเชื่อผมเลย ฮือ ฮือ” หลวงตานั่งลงข้าง ๆ พยักหน้าเข้าใจแล้วสอนลูกศิษย์ว่า “เจ้ารู้ไหม ในตัวเรามีคนอยู่สามคน คนแรกคือ คนที่เราอยากจะเป็น คนที่สองคือ คนที่คนอื่นคิดว่าเราเป็น คนที่สามคือ ตัวเราที่เป็นเราจริง ๆ” ลูกศิษย์หยุดร้องไห้ นิ่งฟังหลวงตา และหลวงตาก็กล่าวต่อไปว่า “คนแรกคือ คนที่เราอยากจะเป็นนั้น มันเป็นปกติของคนเราล้วนมี ความฝัน ความทะยานอยากได้ อยากเป็น...