แม้ว่าหลักเกณฑ์การกำกับดูแลทรัพย์สินดิจิทัลประกาศบังคับใช้แล้ว โดยสำนักงานก.ล.ต. แต่ประเด็นการจัดเก็บภาษี ยังไม่ได้ข้อยุติ อยู่ระหว่างการปรับ ซึ่งมีรายละเอียด และความซับซ้อนมาก

ขณะที่พระราชกำหนดประกาศบังคับใช้แล้ว และกำหนดให้มีการเก็บภาษีทรัพย์สินดิจิทัล ในอัตรา 15%

ถึงแม้จะดูเป็นเรื่องง่าย สำหรับกรมจัดเก็บภาษีอย่างกรมสรรพากร หลังจากมีกฎหมายออกมา แต่ในขั้นตอนปฏิบัติ ยังต้องเผชิญกับความยุ่งยาก และซับซ้อน เนื่องจากทรัพย์สินดิจิทัล เป็นเรื่องที่หน่วยงานรัฐจะต้องดูแล ซึ่งต่างจากการระดมทุน หรือทรัพย์สินประเภทอื่น และอาจทำให้เกิด ”สองมาตรฐาน” ในกระบวนการทางภาษี ในเรื่องเดียวกัน

คุณปิ่นสาย สุรัสวดี ผู้อำนวยการกองวิชาการแผนภาษี กรมสรรพากร กล่าวในหัวข้อ “จับตาภาษีของทรัพย์สินดิจิทัล ปูทางสู่การลงทุนระยะยาว” ในหลักสูตร Cryptoasset Revolution [CAR] (คริปโตแอสเซท เรโวลูชั่น) ซึ่งหลักสูตรนี้ ประกอบไปด้วย นักลงทุน ตัวแทนภาครัฐ หน่วยงานกำกับดูแล รวมถึงนักธุรกิจ ที่มีความสนใจในการระดมทุน และลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัล

คุณปิ่นสาย กล่าวว่า การจัดเก็บภาษีสินทรัพย์ดิจิทัล ยังมีขั้นตอนอีกมาก และยังไม่ได้ข้อสรุป โดยกล่าวถึง ‘พระราชกำหนดฉบับเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร ฉบับที่ 19 พ.ศ.2561’ ระบุไว้ว่า การจัดประเภทเงินได้บุคคลธรรมดา ที่ได้รับจากสินทรัพย์ดิจิทัล ให้อยู่ในเงินได้ประเภทผลตอบแทนทางการเงิน (มาตรา 40(4) แห่งประมวลรัษฎากร) ซึ่งประกอบด้วย

มาตรา 40(4) ซ : เงินส่วนแบ่งของกำไรหรือประโยชน์อื่นใด ในลักษณะเดียวกันที่ได้จากการถือหรือครอบครอง โทเคนดิจิทัล

มาตรา 40(4) ฌ : ผลประโยชน์ที่ได้รับจากการคริปโตเคอร์เรนซีหรือโทเคนดิจิทัลที่ตีราคาเป็นเงินได้มากกว่าขาดทุน

และมีการกำหนดอัตราภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย ของเงินได้ที่บุคคลธรรมดา ที่ได้รับจากสินทรัพย์ดิจิตอล ในอัตราร้อยละ 15 ของเงินได้

คุณปิ่นสาย อธิบายเพิ่มเติมว่า คำว่าเงินได้หมายถึงเงินที่เกินกว่าทุน นั่นหมายถึง กำไร ดังนั้นการจัดเก็บภาษี 15% คือคิดจากกำไรที่ได้รับ

โดยระหว่างที่ คุณปิ่นสาย ให้ข้อมูล มีคำถาม และการแสดงความเห็นจากผู้เรียนในชั้น หลักสูตร Cryptoasset Revolution [CAR] (คริปโตแอสเซท เรโวลูชั่น) อยู่เป็นระยะ ซึ่งความคิดเห็นต่างๆ อาจนำไปสู่การพัฒนาทิศทาง ของการจัดเก็บภาษีที่เหมาะสมกับอุตสาหกรรมนี้มากขึ้นในอนาคต

อย่างไรก็ตาม กฎเกณฑ์ต่างๆที่ออกมา ยังไม่สิ้นสุด โดยยังมีบางส่วนที่จะสามารถปรับเปลี่ยน ให้เกิดความเหมาะสมกับอุตสาหกรรม และมีความเป็นไปได้มากที่สุด ซึ่งนักลงทุนเอง น่าจะต้องคิดต่อไปว่า กฎเกณฑ์ทางภาษีจะออกมาในทิศทางใดต่อไป


Referenec : Money2Know